การดูแลปัญหาสิวด้วย ยารักษาสิว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาสำหรับคนที่เป็นสิว ซึ่งเป็นการรักษาที่ง่าย แต่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ หากคนที่มีปัญหาสิวเหล่านี้ ไม่เข้าใจสภาพผิวของตัวเอง และยารักษาสิวที่ใช้อย่างแท้จริง โดยคนทั่วไปจะเป็นสิวอักเสบ บวมแดง หรือเป็นหัวหนองเม็ดใหญ่ แต่โชคดีที่ในปัจจุบันมียารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะกับแต่ละสภาพผิวซึ่งเป็นวิธีรักษาที่ดี และถ้าเริ่มการรักษาเร็ว ก็จะเป็นผลดีในการลดความรุนแรงของสิว และ ลดความเสียหายทางด้านจิตใจได้

แพทย์ผิวหนังจะพิจารณาจ่ายยารักษาสิวชนิดเดียว หรือจ่ายร่วมกันหลายชนิด อย่างเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสิว ที่คนไข้เป็น

ตามหลักการรักษาด้วยยารักษาสิวนั้น แพทย์ผิวหนัง จะเลือกวิธีการรักษาแบบไหน จะใช้ยารักษาสิวอะไร ชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสิวที่เป็นและอาการของคนไข้แต่ละคน เป็นสำคัญ

การจ่ายยารักษาสิวชนิดรับประทานนั้น ไม่ควรจะใช้กับคนที่ตั้งครรภ์อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์  แพทย์ผิวหนังจะเลือกใช้วิธีอื่นในการรักษาแทน

การรักษาสิว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยารักษาสิวหรือไม่ใช้ยา ก็ไม่สำคัญเท่า การใช้เวลาในการรักษา

โดยทั่วไปการรักษาจะใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ หรืออาจยาวนานถึง 3 เดือน และระหว่างการรักษา อาการของสิวอาจดูแย่ลงก่อนที่จะดีขึ้น   จึงอาจทำให้คนไข้ท้อใจ และคิดจะยกเลิกการรักษา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องรู้ไว้คือ ต้องรักษาต่อไปแม้ว่าอาการจะไม่ได้ดีขึ้นในทันทีก็ตาม

ผลข้างเคียงจากยารักษาสิว

การใช้ยารักษาสิวอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ เช่น ผิวแห้ง หรือผิวไวต่อแสง เป็นต้น อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาได้โดยการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง เช่น ยูเซอริน เดอร์โมเพียวริฟายเออร์ แอดจังทีฟ ไฮเดรตติ้ง แคร์ ซึ่งจะช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิว และไม่ทำให้ผิวแห้งลอก

นอกจากเรื่องสิวอุดตัน วิธีรักษาสิวอักเสบแล้ว อีกปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ ที่อยู่ในช่วงรักษาสิวก็คือการรักษารอยสิว แม้จะเห็นว่าสิวอุดตันลดลง แต่รอยแดง รอยดำที่ฝากไว้ก็ทำให้ช้ำใจไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ทำให้ต้องงัดทุกวิธีมาใช้เพื่อให้รอยสิวหายไปได้เร็วๆ จะได้มีหน้าใสไร้สิว… ทั้งทำตามคนอื่นบ้าง คิดเองบ้าง อแดปเองบ้าง บางคนกว่าจะเห็นผลผิวก็พังไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้พี่โอ๊ตเลยขอรวบรวมเอาวิธีที่สาวๆ มักจะเข้าใจว่าเป็นวิธีรักษาสิว และสามารถลบรอยสิวได้ ซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องซะทีเดียว

Tags: ,

Related Article